Da 5 Bloods : 5 เลือดอหังการ ภาพยนตร์อเมริกัน แนวแอ็คชั่น ผจญภัย กำกับโดย สไปค์ ลี เขียนบทโดย แดนนี่ บิลสัน, พอล เดอ มีโอ, เควิน วิลล์มอตต์

 

หนังเริ่มต้น หลังจาก เล่าประวัติศาสตร์ คนผิวดำ ในเวียดนาม ที่ไม่ค่อย ได้รับ การเผยแพร่นัก ก่อนจะตัดมา สู่ยุคปัจจุบัน ทหารผ่านศึก ชาวอเมริกัน เชื้อสาย แอฟริกา 4 คน

ที่เคยอยู่ หมู่บลัด ร่วมกัน ร่วมรบ ในสงครามเวียดนาม ได้แก่ พอล ( รับบทโดย เดลรอย ลินโด ), เอ็ดดี้ ( รับบทโดย นอร์ม ลูอิส ), โอทิส ( รับบทโดย คลาร์ก ปีเตอร์ ) , และเมลวิน ( รับบทโดย อิไซอาห์ วิท์ล็อค จูเนียร์ )

ได้กลับมา ที่เวียดนาม อีกครั้ง แต่การมา เวียดนาม ในครั้งนี้ ไม่ใช่การมาเที่ยว แต่เป็นการ มาตามหา ทองคำ จำนวนมหาศาล ที่เป็นภารกิจ ในช่วงสงครามเวียดนาม

ซึ่งพวกเขา ตั้งใจ จะเก็บเอาไป ตั้งแต่ ในตอนนั้น แต่เกิดอุบัติเหตุ จนสมบัติ สูญหาย เสียก่อน พร้อม ๆ กับ การเก็บร่าง ของผู้นำ หมู่นอร์แมน ( รับบทโดย แชดวิก บอสแมน )

ซึ่งเป็นทั้งผู้นำการต่อสู้ และด้านอุดมการณ์ ทางความคิด ถ่ายทอดให้พวกเขา เห็นถึง ความไม่ยุติธรรม และหลอกลวง ของรัฐบาล สหรัฐอเมริกา ที่จะ ไม่มีวัน แก้ปัญหา คนผิวดำ เหมือนที่เคย สัญญาเอาไว้

 

Da 5 Bloods

 

สิ่งหนึ่งที่พบ จากหนัง ความยาวถึง 155 นาที เรื่องนี้ ต้องยอมรับว่า หนังใช้เวลา ในการปูเรื่อง ค่อนข้างนาน เกินไป หนังสะท้อน ให้เห็น ถึงปัญหา ของตัวละคร ทั้ง 4 คน

รวมถึง สอดแทรก ประวัติศาสตร์ ของคนผิวดำ ที่ถูกลืม ในสงครามเวียดนาม และช่วงเวลาดังกล่าว เข้ามา เป็นระยะ โดยไม่ใช้ แค่การอ้างถึง ลอย ๆ

สไปค์ ลี จงใจ ด้วยการแทรกภาพนิ่ง บุคคลที่ถูกอ้าง และภาพเหตุการณ์ จากสงคราม ซึ่งหลายภาพ ก็ชวนสยดสยอง อย่างยิ่ง ตั้งแต่ต้น จนทำให้ ใครที่เข้าใจ ว่าเป็นหนังสงคราม ที่มีฉากแอ็คชั่น เร้าใจ ก็คงหันหน้าหนี ทันที

ขณะเดียวกัน นอกจาก คนดูเอง จะไม่ได้เห็น งานสร้าง ที่แปลกใหม่ ตัวหนังเอง ในช่วงต้น ก็มีปัญหา การเกรดสี อย่างเห็นได้ชัด ผู้กำกับ จงใจ ให้ภาพ ในอดีต ซึ่งเป็นโทนเขียว แตกพร่า คล้ายกับการ ถ่ายด้วยฟิล์มภาพยนตร์

รวมไปถึง ยั่วล้อ การตัดต่อ แบบหนังยุคนั้น เข้ามาใช้ แต่ก็เห็นได้ชัด ว่าหนัง ทำตรงจุดนี้ ไม่กลมกลืน ลงตัวนัก ใส่เสียงดนตรีประกอบ โหมประโคม ในลักษณะสดุดีทหารกล้า

 

Da 5 Bloods

 

หลังจาก ที่พวกเขา เดินทาง จนพบทองคำ ทุกอย่าง ก็เปลี่ยนไป ราวกับ หนังคนละม้วน กลายเป็น หนังทริลเลอร์ ที่ลุ้นระทึก มีลีลา เฉพาะตัว ที่มีเหตุการณ์ คาดเดาไม่ได้ ตลอดเวลา ฉากระเบิด และถูกยิง ให้อารมณ์ ราวกับ หนังสยองขวัญ เลือดสาด

ด้านตัวละคร เดลรอย ลินโด โดดเด่นที่สุด ในบรรดานักแสดงทั้งหมด เขาให้การแสดง อันน่าทึ่ง ในบท พอล อดีตทหารผ่านศึก ที่มีอาการ PTSD ( ภาวะป่วยทางจิต จากเหตุการณ์รุนแรง ) ได้อย่างชวนหลอน และคาดเดา อารมณ์จากตัวละครนี้ ไม่ได้เลย

เขาเล่นตอบโต้ ด้วยสีหน้า ที่สะท้อนความเศร้า ความโลภ และอาการหลุดโลก ชวนฉงน สงสัย ต่อผลที่ตนได้รับ และยังมีฉาก ที่หันมาคุยกับกล้อง ที่บ่งชี้ ถึงอาการป่วย ของตนอีกด้วย

ที่จริง ภาพการต่อสู้ ในสงคราม ครั้งอดีต อันสวยงาม เป็นเพียงการสะท้อน ให้เห็นถึง อุดมการณ์ ที่ตายไปจากพวกเขาแล้ว ผ่านตัวละครอย่าง นอร์แมน

หากปัจจุบัน กลับเหลือเพียง บาดแผล ติดตัว แต่ละคน มากน้อย แตกต่างกันไป เวียดนาม กลายเป็นเมืองเจริญ ที่เต็มไปด้วย วัฒนธรรมใหม่ ๆ จากอเมริกา ที่หลั่งไหล เข้ามา

แต่ผู้คน จำนวนไม่น้อย ก็ยังเกลียดชัง คนอเมริกัน รวมถึง คนผิวดำ อย่างไม่อาจเลือนหายได้ โดยง่าย เช่นเดียวกับ พวกคนผิวดำ ที่เป็นทหาร ไปรบ จำนวนมากกว่าปกติ แต่กลับ แทบไม่เคยได้รับ การจดจำ และถูกหลงลืม

 

สงคราม ไม่เคยให้บทเรียนใด ๆ นอกจาก ความสูญเสีย และแน่นอนว่า รวมถึง การบ่มเพาะ ความเกลียดชัง ในเชื้อชาติ ซึ่งตัวหนังเอง ก็นำประเด็น ดังกล่าว ต่อยอด ไปสู่ขบวนการ Black Lives Matter ในคนรุ่นต่อไป

แม้จะเสียดายอยู่บ้าง ที่ตัวหนัง เลือกจะไม่เน้น ความมืดมน ไร้ทางออก มีฉากให้ตัวละคร หาทางรอด อย่างไม่ค่อย น่าเชื่อนัก แต่ก็ต้องนับว่า Da 5 Bloods เป็นส่วนผสม ที่น่าสนใจ อย่างยิ่งจาก สไปค์ ลี บาคาร่าทดลอง